การนมัสการ

ขอเชิญทุกท่านรับชมการนมัสการของคริสตจักรแห่งพระบัญชา การนมัสการที่จะพาท่านพบการทรงสถิตและสัมผัสพระสิริของพระเจ้า ท่านจะได้รับการเติมเต็มจากความรักของพระเจ้าอย่างอัศจรรย์

การสำแดงหัวใจแห่งความเป็นแม่ของพระบิดา 10 สิงหาคม 2014

เชิญรับฟังคำเทศนาจาก อ.นิมิต พานิช ศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งพระบัญชา เรืือง การสำแดงหัวใจแห่งความเป็นแม่ของพระบิดา

พระเจ้าทรงเป็นพ่อและแม่ และเราต้องเรียนรู้สิ่งนี้คือหัวใจของความ­เป็นแม่ของพระองค์

เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ 2 สิงหาคม 2014

เชิญรับฟังคำเทศนาจาก อ.พรเศก จิตต์แจ้ง คณะผู้รับใช้คริสตจักรแห่งพระบัญชา เรืือง เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์

เพื่อเราจะได้รู้ว่าพระเจ้าสร้างเรามาเป็น­อย่างไร เรามีศักภาพที่ซ่อนอยู่่ผ่านการทรงสร้างมา­กเพียงไร

สรุปคำเทศนา พระพรแห่งการให้เกียรติของการขับเคลื่อนคริสตจักรแบบอัครทูต

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่  22 กรกฎาคม 2012   "พระพรแห่งการให้เกียรติของการขับเคลื่อนคริสตจักรแบบอัครทูต"
ทำความเข้าใจถุงหนังใหม่ : ถุงหนังคือภาชนะที่ทำจากหนังสำหรับใส่เหล้าองุ่น  ถุงหนัง ใหม่  มีความยืดหยุ่น ที่ให้เหล้าองุ่นหมักใหม่ ขยายตัว    พระสิริ ของพระเจ้า  คือ  เหล้าองุ่นใหม่  ถุงหนังคือ คริสตจักร  พระเจ้าบอกถึงองค์ประกอบหลัก 5 อย่าง เพื่อทำให้คริสตจักรกลายเป็นถุงหนังของพระเจ้าใน  อฟ.4:11-12
 
 
1.การให้เกียรติเป็นหลักการของสวรรค์– พระเจ้าวางระบบไว้ :  
ตรีเอกานุภาพ :  พระบิดาให้เกียรติพระบุตร ( ยน. 8:54) , พระบุตรให้เกียรติพระบิดา – ไม่ทำตามอำเภอใจ (ยน. 5:30 ,ยน. 6:38)  พระวิญญาณให้เกียรติพระบุตร  ทรงลงมาสถิต / เจิม  อยู่ด้วย  (มธ. 3:16 ,อสย.11:2 ) พระเยซูคริสต์ให้เกียรติพระวิญญาณ – ทรงยอมรับว่าทำหมายสำคัญด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (มธ.12:25-28,มธ.12:31-32)
ทูตสวรรค์ให้เกียรติต่อระบบสิทธิอำนาจ : ทูตสวรรค์มีระบบสิทธิอำนาจเป็นลำดับชั้น (ยด. 1:9 )
ผู้อาวุโสต่อหน้าบัลลังก์  - ให้เกียรติพระเจ้าทรุดตัวลงถวายคำสรรเสริญ  (วว.4:9-11)

2. การให้เกียรติอยู่บนหลักการแห่งการยอมรับ: ต้นแบบ : พระเจ้าทรงยอมรับในสิ่งที่เราเป็น (สดด. 51:17) 
2.1 การยอมรับบุคคลในสิ่งที่ตัวตนของเขาเป็นอย่างแท้จริง  
หลักการแห่งการให้เกียรติ:การยอมรับในสิ่งที่บุคคลนั้นเป็นจริงๆจะทำให้เราวางตัวปฏิบัติต่อเขาในสิ่งที่เขาควร
จะได้รับ และเราเองจะได้รับบำเหน็จ หรือรางวัลจากสิ่งที่พวกเขาเป็นในชีวิตของเรา เช่นการให้เกียรติบิดามารดา 
การยอมรับของผู้คนในสังคม :  มองตามมาตรฐานที่เขาคิด คือ มีเงิน มีฐานะ มีการศึกษา และหน้าตา
หลักการพระเจ้าพูดว่าอย่างไร:  พระเจ้าให้เกียรติทุกคน แม้คนที่สังคมมองว่าเล็กน้อย (มธ. 18:10)
เหตุที่คนไม่ให้เกียรติผู้อื่น: 1) ไม่รู้ว่าตัวเองมีเกียรติ  2) เกรงว่าหากให้เกียรติไป เกียรติของเราเองจะด้อยค่าลง 3) ไม่มีความมั่นคงในจิตใจ/บาดเจ็บ  4) มุมมองว่าผู้อื่นด้อยค่ากว่าตัวเอง
กุญแจคือ  ยอมรับในความเป็นตัวตนจริง ๆ ของบุคคลนั้น ซึ่งในแต่ละคนพระเจ้าให้อัตลักษณ์และบทบาทแก่ผู้นั้นอย่างเจาะจง เช่น สามี ภรรยา , ผู้เชื่ออยู่ร่วมกันได้แม้แตกต่าง 
ชื่อเรียก ตำแหน่ง บทบาทเป็นสิ่งที่สำคัญ เช่น เป็นแม่  เป็นพ่อ  เป็นลูกชาย  เป็นลูกสาว  เป็นอัครทูต  เป็นผู้เผยพระวจนะ  เป็นคริสเตียน  เป็นมนุษย์  ชื่อเรียกเหล่านี้บอกให้ทราบถึงบทบาทและอัตลักษณ์ของบุคคล และเมื่อมีการใช้ หรือปฏิบัติอย่างถูกต้อง ก็จะสถาปนาความสัมพันธ์ที่พระเจ้าได้ออกแบบ นี่คือ ความสัมพันธ์ที่ดึงดูดให้การทรงสถิตและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าลงมา (โรม 13:7 )  
ตำแหน่งต่างๆในคริสตจักรถูกกำหนดโดยพระเจ้า พระองค์จัดวางตำแหน่งบางตำแหน่งของของประทานให้สูงกว่าหรือมีเกียรติกว่าบางตำแหน่ง (ไม่ใช่เรื่องคุณค่า) 1คร.12:18,23,26,31)  บางคนถูกเรียกให้อยู่ในตำแหน่งแรกที่เป็นเหมือนผู้กรุยทางหรือบุกเบิก(Forerunner)  1 โครินธ์ 12:28   บอกถึงตำแหน่งแรกสุดของคริสตจักรคืออัครทูต  ….. และพระเจ้าได้ทรงโปรดตั้งบางคนไว้ในคริสตจักร  คือหนึ่งอัครทูต  สองผู้เผยพระวจนะ  สามครูบาอาจารย์  แล้วต่อจากนั้นก็มีผู้กระทำการอันเป็นอิทธิฤทธิ์  ผู้รักษาโรค  ผู้อุปการะ  ผู้ครอบครอง  และผู้รู้ภาษาแปลกๆ  นี่เป็นระเบียบหรือคำสั่งของพระเจ้า(Divine Order)ในการรับใช้ที่ให้แก่คริสตจักร 
มีพระปัญญาของพระเจ้าที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังระเบียบหรือคำสั่งนี้ มันไม่ใช่การยกชูมนุษย์หรือยกชูเนื้อหนัง  พระเจ้ามีพระประสงค์ในทุกสิ่งที่พระองค์บอกและทรงกระทำ และพระองค์ไม่เคยผิดพลาด
ระเบียบของพระเจ้า : ในทุกของประทานมีบทบาทที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนให้เกิดสิ่งดีที่สุดในระเบียบของพระเจ้า เมื่อใดก็ตามที่คริสตจักรละเลยระเบียบนี้ จะส่งผลให้คริสตจักรไม่สามารถมุ่งหน้าสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จตามพระบัญชาของพระเจ้าได้  เมื่อทุกสิ่งไม่เข้าที่ก็จะส่งผลต่อการไร้ระบบระเบียบและเกิดความวุ่นวายสับสน
การเจิมและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าไหลผ่านระบบระเบียบของพระองค์ เหมือนการเจิมไหลผ่านศีรษะของอาโรนไปที่หนวดเครา และไหลต่อไปจนถึงชายเสื้อ  (สดุดี 133:2)    ศีรษะเป็นภาพของสิทธิอำนาจ  (อฟ. 5:23)   ลำดับเป็นเหมือนฐานของสิทธิอำนาจ เช่นเดียวกับสิทธิอำนาจของคริสตจักร  ตำแหน่งสิทธิอำนาจแรกสุดที่พระเจ้าให้แก่คริสตจักรคืออัครทูต สองคือผู้เผยพระวจนะ สามอาจารย์….
ลำดับแรกบ่งบอกถึงอะไรบ้าง? 1.การให้เกียรติมากกว่า/ก่อน 2.ความสำคัญมากกว่า ( 1 คร 3: 10, อฟ 2:20) 3.สิทธิอำนาจสูงกว่า (คส 1:18, 2 คร 13:10, 1 คร 7:17)
คริสตจักรยุคแรก ไม่เคยเริ่มต้นคริสตจักรโดยศิษยาภิบาล แต่เริ่มต้นโดยอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ, ผู้ประกาศ, ศิษยาภิบาล, อาจารย์ และผู้เชื่อ อื่น ๆ ถูกสร้างบนรากฐานที่ถูกวางไว้   อัครทูตเป็นเหมือนพ่อฝ่ายวิญญาณและคนหลักของงานรับใช้ต่าง ๆในคริสตจักรเกี่ยวข้องในทุกแวดวงชีวิตของผู้เชื่อ  อัครทูตได้รับพระคุณที่จะขับเคลื่อนในของประทานในอีก 4 ของประทานได้ รวมทั้งปลดปล่อยและจัดวางของประทานทั้ง 4 ให้เกิดขึ้น  และให้การตัดสินใจในภาพรวมทั้งหมดของคริสตจักร แม้ในเรื่องของการบริหารการเงิน  (กจ.4:35,37) 
-การขับเคลื่อนของอัครทูต  เป็นการจัดเตรียมและเปิดทางให้กับ   การขับเคลื่อนของผู้เผยพระวจนะ 
-การขับเคลื่อนของผู้เผยพระวจนะ  เป็นการจัดเตรียมและเปิดทางให้กับ   การขับเคลื่อนของของประทานอาจารย์
แต่ละตำแหน่งนำหน้าและเตรียมทางให้กับอีกของประทานอื่นที่จะตามมา แต่ละของประทานและการรับใช้ถูกกำหนดโดยพระเจ้าโดยวิธีการเหล่านี้เพื่อเปิดทางให้สำหรับของประทานอื่นๆที่จะตามมา
อัครทูตอันดับแรก : คริสตจักรของพระคริสต์คือคริสตจักรที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแบบอัครทูตเป็นอันดับแรกของความเข้าใจและความสำคัญ หมายถึงการให้สำคัญสูงสุดตามเนื้อแท้ของความเป็นจริง
การเจิมแบบอัครทูตมักสะท้อนออกมาในการเจิมของการปกครองคริสตจักร  นำทิศทาง  การรักษาไว้ และจูงใจคริสตจักรให้มุ่งสู่การทำให้พระมหาบัญชาสำเร็จ  ของประทานและการเจิมแบบอัครทูตควรเป็นหัวใจหลักของคริสตจักร  เป็นศูนย์กลางและใจกลางของการขับเคลื่อนคริสตจักรที่ทำให้ส่วนต่าง ๆ ถูกรวบรวมเข้ามาและถูกจัดให้เป็นหมวดหมู่  การขับเคลื่อนแบบอัครทูตเป็นสิ่งจำเป็นและไม่สามารถถูกแยกจากคริสตจักรได้และไม่ใช่ทางเลือกของคริสตจักรแต่เป็นสิ่งที่จำเป็นและความต้องการของคริสตจักร
 
2.2 การยอมรับบุคคลในบทบาทตำแหน่งที่พระเจ้าวางเขาไว้ :  ยอมรับอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเหมือนช่องทางปลดปล่อยพระพรมากมายลงมา  การยอมรับและเข้ามาเชื่อมกับ อัครทูต เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้อย่างยิ่งในการเคลื่อนแบบถุงหนังองุ่นใหม่ เช่น  ในสมัยกิจการ ผู้เชื่อให้เกียรติต่ออัครทูต นำเงินมาวางไว้แทบเท้า แล้วอัครทูตจึงได้แจกจ่ายดูแลทุกคนตามที่ต้องการ พระพรไหลออกไป ไม่มีใครขัดสน  (กจ.4:33-35)  การวางลงที่เท้าสื่ออะไร? : คือภาพของการยำเกรง เคารพสิทธิอำนาจ   และใน 1 คร.12 อาจารย์เปาโลได้พยายามอธิบายให้เห็นรูปแบบการปกครองของสวรรค์ ท่านทำให้เห็นลำดับ 1, 2 , 3…อย่างชัดเจน  ซึ่งสอดคล้องกับ อฟ.2:17-22 ที่อัครทูตและผู้เผยพระวจนะนั้นมาก่อน ในการสร้างคริสตจักร
คริสตจักรต้องวางรากฐานบนรากอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ นี่คือแบบที่พระเจ้าวางไว้ เพื่อทำให้พระกายพระคริสต์ได้ถูกสร้างขึ้น เป็นวิหารอันบริสุทธิ์และเป็นที่แห่งการทรงสถิตของพระเจ้า และหลายครั้งการออกไปตั้งคริสตจักรเป็นไปด้วยเหตุผลแบบมนุษย์ไม่ใช่เหตุผลในฝ่ายวิญญาณแต่พระเจ้าเตือนเราไม่ให้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญาแบบโลก(ยก3:13-18)
พันธกิจของอัครทูตคือ สถาปนาสิ่งเหนือธรรมชาติบนสวรรค์ให้เกิดขึ้นบนโลก
อัครทูตมีอะไรถึงจะสามารถทำสิ่งนี้ได้ คือ   อัครทูตมีสิทธิอำนาจที่ไม่ธรรมดาจากพระเจ้า ( 2 คร 10:8)
พระเจ้ากำลังให้สิทธิอำนาจของอัครทูตผงาดขึ้นในวาระสุดท้าย  นิยามของอัครทูต:เอกอัคราชทูตของพระคริสต์ ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการทูตที่สูงสุดที่ถูกส่งมาเป็นตัวแทนโดยสิทธิอำนาจสูงสุดของรัฐบาลแห่งสวรรค์
อัครทูตได้สร้างให้เกิดสภาพแวดล้อม หรือบรรยากาศต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ในคริสตจักร
1) บรรยากาศที่ให้ความสำคัญกับการนมัสการและการเจิมที่เหนือธรรมชาติ การทรงสถิตของพระเจ้าเป็นหัวใจสำคัญ 
2) บรรยากาศที่ธรรมิกชนถูกส่งออกไป เพื่อทำลายอำนาจกิจการของความมืด
3) บรรยากาศแห่งความชื่นชมยินดี  
4) บรรยากาศที่คนเข้ามาสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าด้วยความรัก
5) บรรยากาศที่พระกายของพระคริสต์ถูกสร้างขึ้นและถูกฝึกฝนให้เป็นเจ้าสาวที่มีสง่าราศี เป็นเจ้าสาวที่มีชัยชนะ
6) บรรยากาศที่คริสตจักรลุกขึ้นตื่นตัวและส่งอิทธิพล
7) บรรยากาศที่คนรุ่นต่าง ๆ ถูกฝึกฝนที่จะมีชีวิตที่สำแดงอาณาจักรของพระเจ้าออกไป
ภายใต้บรรยากาศที่ขับเคลื่อนด้วยอัครทูต เราจะเห็นชีวิตแห่งการอธิษฐาน การนมัสการ การทำหมายสำคัญการอัศจรรย์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิต และจำเป็นต้องมีของประทานอื่น มาเสริมการทำงานของอัครทูต เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่  เพื่ออัครทูตจะมีอิสรเสรีภาพที่จะทำตามเสียงของสวรรค์ ไปตามการทรงเรียกได้อย่างเต็มที่

สรุปคำเทศนา พระพรแห่งการให้เกียรติของการขับเคลื่อนคริสตจักรแบบอัครทูต#2

สรุปคำเทศนาวันอาทิตย์ที่ 29  กรกฎาคม 2012

พระพรแห่งการให้เกียรติของการขับเคลื่อนคริสตจักรแบบอัครทูต

ผู้ที่ทำหน้าที่วางรากฐานคริสตจักร : อัครทูตและผู้เผยพระวจนะ : ทำความเข้าใจเรื่องอัครทูต

 

 

1)อัครทูตมีสิทธิอำนาจชัดเจนที่มาจากพระเจ้า  2 คร.10:8 : อัครทูตรวมทั้งเปาโลได้รับสิทธิอำนาจในการเป็นอัครทูตจากพระเยซูคริสต์ มก.3:14   มก.6:7 1 คร.1:1 บทบาทหลัก : 1) อัครทูตวางรากฐานการปกครองของคริสตจักรตามขอบเขตที่พระวิญญาณทรงนำ 1คร.3:10  2) อัครทูตมีการเจิมในการจัดระเบียบให้เกิดพันธกรทั้ง5  3)อัครทูตสามารถทำหน้าที่แทนในการขับเคลื่อนในของประทานทั้งห้าในช่วงเริ่มต้น 1ทธ.2:7 ,2ทธ.1:11 ,2ทธ.3:1-9 ,1ธส.2:7-8   4)อัครทูตวางมือส่งคนออกไปรับใช้ในพันธกิจต่างๆ กจ.13:3  5)อัครทูตเป็นผู้แต่งตั้งทีมผู้นำต่างๆในคริสตจักร(ผู้ปกครอง,มัคนายก) กจ.14:23 ,ทต.1:5 ,1ทธ.3:1-10   6)อัครทูตกำหนดทิศทางภาพรวมและการบริหารการเงินของคริสตจักร กจ.4:35,37  7)อัครทูตมีสิทธิอำนาจการปกคลุมฝ่ายวิญญาณเหนือหลายคริสตจักรภายใต้ขอบเขตที่พระเจ้ามอบให้1คร.1:2, คส.1:2 ,1ธส.1:1 8)อัครทูตจัดระเบียบสิ่งต่างๆให้เข้าที่เพื่อก้าวสู่ความเติบโตและความเป็นผู้ใหญ่ของคริสตจักรและเพื่อขยายอาณาจักรของพระเจ้า 1ทธ.3,5   

2) อัครทูตเป็นของประทานของพระคริสต์ที่ให้กับคริสตจักร : พระเจ้ากำหนดของประทานต่างๆ ตามพระทัยของพระองค์1 คร.12:18,28

3) อัครทูตมีการทรงเรียก : (อัครทูต แปลว่า ผู้ที่ทรงใช้ไป มาจากคำภาษาอังกฤษว่า “apostles” หมายถึงคนที่ถูกส่งไปเป็นตัวแทนของพระเยซูโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำการพิเศษ)เป็นผู้นำที่พระเจ้าประทานให้คริสตจักรในโลกนี้   มก.3:13-19   การตั้งอัครทูตถือเป็นพระราชอำนาจของพระเจ้า พระองค์พอพระทัยที่จะเรียกผู้ใด พระองค์ก็ทรงเรียกผู้นั้น เวลานั้นมีสาวกจำนวนมากมาย แต่พระองค์เลือกอัครทูตเพียง 12 คน  พระเจ้าทรงรู้ดีว่าใครเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ใดและเราต้องยอมรับสิทธิอำนาจของการกำหนดของพระองค์ด้วย 1คร. 12:4-6

4) อัครทูตมีคุณลักษณะชีวิตที่ดี (มีมาตรฐานการดำเนินชีวิตสูงกว่าทั่วๆไป)  ฟป. 2:22

5) อัครทูตมีผู้คนเข้าร่วมติดตาม 1ธส. 2:8 3ยน. 1:4 และ

6) อัครทูตมีนิมิตจากพระเจ้า 2 คร. 12:1

พันธกิจของอัครทูตคือ สถาปนาสิ่งเหนือธรรมชาติบนสวรรค์ให้เกิดขึ้นบนโลก อัครทูตได้สร้างก่อให้เกิดสภาพแวดล้อม หรือบรรยากาศต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ในคริสตจักร

1) บรรยากาศที่ให้ความสำคัญกับการนมัสการและกิจกรรมที่เหนือธรรมชาติ การทรงสถิตของพระเจ้าถือเป็นหัวใจสำคัญ 2) บรรยากาศที่ธรรมิกชนถูกส่งออกไป เพื่อทำลายอำนาจของความมืด  3) บรรยากาศแห่งความชื่นชมยินดี 4) บรรยากาศที่คนเข้ามาสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้าด้วยความรัก 5) บรรยากาศที่พระกายของพระคริสต์ถูกสร้างขึ้นและถูกฝึกฝนให้เป็นเจ้าสาวที่มีสง่าราศี เป็นเจ้าสาวที่มีชัยชนะ  6) บรรยากาศที่คริสตจักรลุกขึ้นตื่นตัวและส่งอิทธิพล 7) บรรยากาศที่คนรุ่นต่าง ๆ ถูกฝึกฝนที่จะมีชีวิตที่สำแดงอาณาจักรของพระเจ้าออกไป

และพระเจ้ายังทรงประทานของประทานอื่น ๆ เพื่อเสริมการทำงานของอัครทูต นี่คือมิติการทำงานร่วมกันของของประทาน ที่ไม่มีของประทานใดสำคัญมากกว่ากัน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้าเพื่อนำมุมมองสวรรค์มาสู่แผ่นดินโลก 1คร. 12:27 คุณลักษณะเฉพาะของการเจิมแห่งการเผยพระวจนะและอัครทูต คือ การวางรากฐานคริสตจักร อฟ 2:20 ดังนั้นศิษยาภิบาล อาจารย์  ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ และผู้เชื่อคริสเตียนอื่น ๆ ล้วนก่อขึ้นบนฐานที่อัครทูตและผู้เผยพระวจนะได้วางรากไว้ 1 คร.3:10-13 มีเพียงอัครทูตและผู้เผยพระวจนะเท่านั้นที่ได้รับอำนาจหรืออนุญาตจากพระเจ้าให้เข้ามาวางรากฐานหรือเปลี่ยนแปลงรากฐานนั้น

ทำความเข้าใจผู้เผยพระวจนะ คำว่า ผู้เผยพระวจนะ หมายถึง บุคคลผู้ซึ่งปลดปล่อยถ้อยคำออกไป

ผู้เผยพระวจนะเป็นคริสเตียนซึ่งพระเจ้าได้ทรงเรียกให้กล่าวถ้อยคำออกไปในนามของพระเจ้าซึ่งเป็นถ้อยคำที่ไม่ใช่การสอนพระคัมภีร์ทั่ว ๆไป  แต่เป็นถ้อยคำที่เต็มไปด้วยพลัง ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะมีอำนาจในฝ่ายวิญญาณอย่างยิ่ง สามารถที่จะปลดปล่อยพันธนาการฝ่ายวิญญาณของแต่ละบุคคล หรือกลุ่มคนได้

ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะไม่ได้มีเพื่อให้ความรู้ หรือความเข้าใจ หากแต่เป็นถ้อยคำที่เข้าไปเปลี่ยนโครงสร้าง หรือเปลี่ยนธรรมชาติของสิ่งที่ถ้อยคำนั้นถูกปลดปล่อยไป

ของประทานการเป็นผู้เผยพระวจนะ และการเผยพระวจนะนั้นไม่เหมือนกัน และเราจำเป็นต้องแยกแยะ

คริสเตียนที่เผยพระวจนะนั้นกล่าวถ้อยคำของพระเจ้า แต่ทว่าถ้อยคำนั้นไม่ได้มีพลังในฝ่ายจิตวิญญาณมากเท่าถ้อยคำจากผู้เผยพระวจนะ  พวกเขากล่าวถ้อยคำในเชิงสั่งสอน หนุนจิตชูใจและตักเตือนชี้แนะ 1 คร. 14:3 แต่ผู้เผยพระวจนะไม่เพียงกล่าวถ้อยคำพระเจ้าด้วยเป้าประสงค์ดังกล่าวแล้ว แต่ยังได้บอกให้ทราบถึง ทิศทาง การเปิดเผยสำแดง  การติเตียน แก้ไข และบอกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย เช่น ผู้เผยพระวจนะในกิจการฯ 13:1-2 ได้ยินเสียงตรัสในทิศทางที่พระเจ้าประสงค์จะส่งเซาโล บารนาบัสออกไปทำพันธกิจ, ในกิจการฯ 21:10-11 ผู้เผยพระวจนะอากาบัสกล่าวถ้อยคำการสำแดงและรู้เกี่ยวกับอนาคต เขาป่าวประกาศถึงอนาคตที่เปาโลจะต้องติดคุก ,ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมกล่าวถ้อยคำติเตียนชาวยิวอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับที่เปาโลได้เขียนจดหมายไปตักเตือนคริสตจักรต่าง ๆ  ดังนั้นของประทานผู้เผยพระวจนะไม่เพียงเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีทางของคริสตจักรสำหรับการเคลื่อนไปในอนาคต แต่ยังได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตส่วนตัวของแต่ละบุคคลที่ได้รับเอาถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะไว้ในชีวิต และถ้อยคำนั้นมีผลต่อชีวิตที่เหลือของพวกเขา

ถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะต้องผ่านช่วงเวลากว่าจะสำเร็จเป็นจริง  ผ่านการข่มเหงไม่เข้าใจ ผ่านความเจ็บปวด ซึ่งต่างจากถ้อยคำของอาจารย์ ศิษยาภิบาล และผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐไม่ได้เป็นเช่นนั้น

โดยทั่วไปแล้วผู้เผยพระวจนะมักถูกเรียกโดยพระเจ้าเพื่อให้ทำภารกิจพิเศษ เช่น ยอห์น บัพติศโต ถูกพระเจ้าเตรียมไว้เพื่อเตรียมทางให้แก่องค์พระผู้เป็นเจ้า , เนหะมีย์นำชาวยิวเพื่อกลับไปสร้างกำแพงเยรูซาเล็ม, เมื่อเราอ่านพระธรรมที่เกี่ยวกับผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์  เราได้เห็นถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า  หรือเห็นนิมิตที่มาถึงพวกผู้เผยพระวจนะแต่ละคน  และพระเจ้าต้องการให้พวกเขาป่าวประกาศข้อความนั้นออกมา  โมเสสเป็นผู้เผยพระวจนะอีกคนหนึ่ง  ที่นำชาวฮีบรูออกจากการเป็นเชลย   ทุกวันนี้พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะ มายังคริสตจักร หรือคณะนิกายต่าง ๆ เพื่อที่จะแก้ไขคริสตจักร หรือช่วยเหลือคริสตจักรให้เดินอยู่ในร่องถูกทางของพระเจ้า  นอกจากนี้ผู้เผยพระวจนะยังถูกพระเจ้าใช้เพื่อจะส่งผ่านการเจิม หรือรับรองการเจิมของพระเจ้าในบุคคลต่าง ๆ   ในพระคัมภีร์เดิม เราเห็นว่าผู้เผยพระวจนะได้เทน้ำมันลงบนศีรษะของกษัตริย์ก่อนที่กษัตริย์จะขึ้นครองราชย์    เปาโลหนุนใจทิโมธีให้รักษาของประทานฝ่ายวิญญาณที่เขาได้รับมาจากการวางมือและตามคำพยากรณ์  1 ทธ. 1:18 1ทธ. 4:14 , มีผู้เผยพระวจนะบางคนและอาจารย์ได้วางมือส่งบารนาบัส และเซาโลออกไปทำพันธกิจ  กจ.13:1-3 ผู้เผยพระวจนะเป็นบุคคลผู้ที่กล่าวถ้อยคำออกไปด้วยการเจิม ตามการนำของพระเจ้า หัวใจของผู้เผยพระวจนะ คือ การไปตามการนำของพระเจ้า ความรู้สึกที่ต้องแบกภาระจากพระเจ้า  ความเอาจริงเอาจัง ความอ่อนโยนในจิตใจ และบางครั้งผู้เผยพระวจนะก็รู้สึกท้อแท้ใจ   หัวใจของผู้เผยพระวจนะจะจดจ่อไปที่ภารกิจที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้พวกเขาทำ  บ่อยครั้งที่ผู้เผยฯ ร้องไห้เมื่อพวกเขาไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น พวกเขามีความสุขชื่นชมยินดีเมื่อผู้คนตอบสนองแก้ไขปรับปรุงตัว พวกเขามีหัวใจที่อ่อนโยน และหัวใจแตกสลายเมื่อเห็นคนทำผิดบาป ผู้เผยพระวจนะจะรู้สึกท้อแท้เมื่อสิ่งที่บันทึกไว้ในพระวจนะไม่เกิดขึ้นเป็นจริงในคริสตจักร  ผู้เผยพระวจนะมีความไวต่อเรื่องในฝ่ายวิญญาณ และสามารถรับรู้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้เร็วกว่าคริสเตียนทั่ว ๆ ไป  ในพระคัมภีร์เดิม ผู้เผยพระวจนะมักถูกเรียกว่า ผู้ทำนาย หรือ  seer มีความสามารถในการมองเห็นเข้าไปในโลกฝ่ายวิญญาณ ตัวอย่างเช่นใน  1ซมอ. 9:9 (ในอิสราเอลสมัยเดิม เมื่อคนใดจะไปทูลถามพระเจ้า เขากล่าวว่า “มาเถิด ให้เราไปหาผู้ทำนายกัน” เพราะผู้ที่ในสมัยนี้เราเรียกว่าผู้เผยพระวจนะนั้น ในสมัยเดิมเขาเรียกว่าผู้ทำนาย)  พวกเขามองเห็นทางออกหรือคำตอบของปัญหาจากพระเจ้า ทั้งปัญหาในคริสตจักร ในโลก หรือแม้กระทั่งปัญหาในชีวิตส่วนตัวของแต่ละบุคคล ตาของผู้เผยพระวจนะมองเห็นนิมิตและการเจิมจากพระเจ้า